หนุ่มสาวจีนเมินงานในเมือง กลับบ้านชนบท สร้างกิจการของตัวเอง

ซินหวา–เมื่อกว่า 10 ปีที่แล้ว ลี่ว์ เสี่ยวฟาน เป็นหนึ่งในกลุ่มคนวัยหนุ่มจีนนับล้านคน ที่ทิ้งบ้านในชนบท เดินไปยังเมืองต่างๆที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจมากกว่า เพื่อหางานและสร้างชีวิตที่ดีกว่า

ขณะนี้ หลี่ว์ วัย 30 ปี ได้กลับบ้านเกิดในหมู่บ้านซังสุ่ย มณฑลเหอหนันที่อยู่ตอนกลางของประเทศจีน เพื่อสร้างธุรกิจของตัวเอง เธอเปิดโรงงานทำกระเป๋าช้อปปิ้ง และว่าจ้างสาวๆในหมู่บ้านมาเป็นคนงาน นับเป็นการสร้างงานในชนบท ช่วยคนบ้านเดียวกันให้มีรายได้

เมื่อ 7 ปีที่แล้ว ลี่ว์เปิดโรงงานแห่งแรก โดยใช้ทักษะการตัดเย็บที่ฝึกฝนมาขณะทำงานในมณฑลเจียงซู บุกเบิกธุรกิจด้วยความมุ่งมั่น จนขณะนี้ เธอมีโรงงาน 9 แห่ง ว่าจ้างสาวๆจากหมู่บ้านใกล้เคียงมากกว่า 300 คน

ลูกค้าที่สั่งซื้อกระเป๋าจากโรงงานของลี่ว์ ได้แก่ กลุ่มซูเปอร์มาร์เก็ตรายใหญ่ อย่าง วอลมาร์ท (Walmart) และโฮล์ฟู้ดส์ (Wholefoods) กำไรจากการขายกระเป๋าช้อปปิ้งนั้นไม่มากมายนัก แต่ก็ได้สร้างรายได้ให้แก่คนงานที่ขยันทำงานเร็ว 150 หยวนต่อวัน หรือมากกว่า 30,000 หยวนต่อเดือน

แม้ว่ารายได้ของคนงานจะต่ำกว่าอัตราค่าจ้างตามเมืองใหญ่ แต่พวกเขาก็มีความสุข ได้อยู่กับลูก และญาติผู้ใหญ่ ความสุขที่ได้อยู่กับครอบครัว ได้กลายเป็นเหตุผลหลักของการตัดสินใจเลือกที่ทำงาน

ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา กลุ่มวัยหนุ่มสาวจำนวนมหาศาลทิ้งบ้านนาหนีความยากจนในชนบท ขณะนี้พวกเขาพากันกลับสู่ชนบทที่ประตูแห่งโอกาสเปิดรออยู่ และดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการที่มีแรงบันดาลใจสร้างธุรกิจและชีวิตที่ดีกว่า

ในอำเภอซังสุ่ย คนงานหญิงวัยรุ่น 20,000 คนในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ขมักเขม่นทำงานตามออร์เดอร์ของเสื้อผ้าแบรนด์ดัง Uniqlo และ Zara ขณะที่ในอำเภอหลันเข่าที่ตั้งอยู่ติดกันนั้น ป้ายมหึมาเขียนข้อความว่า “ดาวรุ่งนักธุรกิจได้กลับมาแล้ว” ตั้งตระหง่านริมถนนใหญ่ อำเภอหลันเข่าได้หลุดพ้นจากขีดยากจนอย่างเป็นทางการเมื่อปีที่แล้ว 

ด้านมณฑลเจ้อเจียงแห่งภาคตะวันออกจีน เจ้าหน้าที่พรรคคอมมิวนิสต์ประจำท้องถิ่นได้เชื้อเชิญชาวเจ้อเจียงที่ประสบความสำเร็จในเมืองต่างๆกลับมา และเลือกตั้งหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อฟื้นฟูพัฒนาชนบท 

การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้มิใช่เรื่องง่ายเลย นับจากทศวรรษ 1980 คลื่นคนงานจีนจำนวนมหาศาลหลั่งไหลออกจากเขตชนบท ในแต่ละปีมีช่วงการเดินทางกลับบ้านฉลองตรุษจีน ซึ่งกินเวลา 40 วัน ประชาชนหลายร้อยล้านแห่แหนเดินทางออกจากเมืองที่พวกเขาไปทำงานกลับบ้านชนบท เพื่อเฉลิมฉลองวันปีใหม่ตามประเพณี ซึ่งจีนถือเป็นวันครอบครัวที่สำคัญที่สุด 

ด้วยขาดแคลนโครงสร้างพื้นฐาน มลพิษ และรายได้ต่ำ ได้ผลักดันให้คนวัยหนุ่มสาวออกจากชนบท กลุ่มคนงานเหล่านี้ แทบไม่มีประสบการณ์การทำไร่ทำนาเลย 

กลุ่มผู้นำสูงสุดจีนตระหนักดีถึงปัญหาดังกล่าว การประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 ได้ระบุว่าปัญหาขัดแย้งหลักที่ประเทศกำลังเผชิญได้แก่ การพัฒนาที่ไม่สมดุล และไม่เพียงพอ อีกทั้งความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นขณะมาตรฐานชีวิตสูงขึ้น โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตร นาย หัน ชังฟู่ กล่าวว่าความไม่สมดุลมากที่สุดคือ การพัฒนาระหว่างเมืองและชนบท การพัฒนาที่ไม่เพียงพอทั้งหมดอยู่ในเขตชนบท 

เมื่อนาย เฮ่า เซียงตง ออกจากบ้านในเหอหนันเมื่อปี 2009 หมู่บ้านที่เขาอาศัยอยู่นั้น มีถนนเพียงสายเดียว มีความกว้างเพียงแค่รถสามล้อแล่นผ่านได้ เขาเห็นชาวไร่ชาวนาทำงานหนักสาหัส แต่ก็ยังคงจมปลักอยู่ในความยากจน จึงตัดสินใจเดินทางไปแสวงโชคทางภาคใต้ที่เจริญมากกว่า และก็ได้พบว่าคนเมืองนิยมใช้สมุนไพรโรสแมรี่กันมาก เขายังประหลาดใจอีกว่าดินและอากาศที่บ้านเกิดของเขานั้น เหมาะกับการปลูกโรสแมรี่มาก ดังนั้น เขาจึงหวนกลับบ้านชนบทและเริ่มธุรกิจโรสแมรี่ 

ตอนเริ่มต้นนั้น คนในท้องถิ่นต่างไม่มั่นใจ ลังเลที่จะเข้าร่วมทุนด้วย แต่เมื่อธุรกิจเริ่มโตขึ้น ผู้คนจำนวนมากขึ้นมาขอร่วมทุน ผู้เชี่ยวชาญการเกษตรเข้ามาช่วยเหลือ ศึกษาการใช้สมุนไพรรูปแบบใหม่ๆ จนกระทั่งขณะนี้ ผลิตภัณฑ์กลิ่นโรสแมรี่ เช่น สเปรย์ปรับอากาศสดชื่น หน้ากากอนามัย และน้ำมันหอม ได้เข้าไปบุกตลาดในนครเซี่ยงไฮ้ และกว่างตง

นาย เฮ่าบอกว่าปัจจัยที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จคือ การฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในเขตชนบท การเข้าถึงแหล่งน้ำ ไฟฟ้า และถนนที่ดี โดยที่รัฐบาลท้องถิ่นเข้ามาช่วยเหลือขยายที่ดินและให้เงินกู้ 

ต่อมา นาย เฮ่า วัย 29 ปี ได้รับเลือกเป็นหัวหน้าพรรคฯประจำหมู่บ้าน และมีแผนพัฒนาการท่องเที่ยว โดยจะขยายพื้นที่เพาะปลูกโรสแมรี่อีกนับล้านตารางเมตร เพื่อสร้างความมั่งคั่งและความสวยงามแก่บ้านเกิดของเขา

นอกจากนี้ การยกระดับภาคการผลิตยังเป็นปัจจัยดึงดูดคนงานต่างถิ่นกลับบ้านในเขตชนบท จากค่าใช้จ่ายแรงงานที่สูงขึ้นในเขตเศรษฐกิจชายฝั่ง ทำให้อุตสาหกรรมหลายรายโยกย้ายเข้าไปยังมณฑลตอนใน

มณฑลเหอหนันมีประชากรถึง 108 ล้านคน นับเป็นตลาดใหญ่ที่ดึงดูดกลุ่มผู้ประกอบการจำนวนมาก นอกจากนี้รัฐบาลท้องถิ่นยังช่วยอุดหนุนด้านการเงิน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการประกอบธุรกิจยิ่งต่ำลง

ในปี 2015 นาย เหริน เหลียนจวิน วัย 31 ปี ได้ย้ายโรงงานผลิตของเล่นและเสื้อผ้าของตนจากมณฑลกว่างตง ไปยังบ้านเกิดที่อำเภอซวงช่วย มณฑลเหอหนัน 

“เมื่อก่อนชาวบ้านเข้าเมืองไปหางานทำ แต่เดี๋ยวนี้ งานต่างๆได้ติดตามประชาชนที่กลับมายังหมู่บ้าน” เหริน กล่าว 

เหรินมีเวิร์คช็อป 48 แห่งในอำเภอ และจ้างคนงาน ราว 5,000 คน คำสั่งซื้อสินค้าทั้งหมดมาจากภาคใต้ ขณะนี้คนงานของเขามีงานทำล้นมือ ต้องตัดเย็บเครื่องแบบพนักงานดับเพลิง 20,000 ชุด สั่งไปไต้หวัน

“ผมเคยคิดว่าในเมืองเจริญกว่า แต่ตอนนี้การกลับสู่เขตชนบทดีกว่ามาก ผมมีเวลาดูแลพ่อแม่มากขึ้น”

ที่ประชุมสมัชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 ได้ประกาศสนับสนุนการจ้างงานและธุรกิจสตาร์ท-อัฟ ในเขตชนบท พร้อมขยายช่องทางต่างๆเพื่อเพิ่มรายได้ในชนบท

ตัวอย่างเช่น ในอำเภอซังสุ่ย ประชาชนมากกว่า 110,000 คน หางานทำได้ในบ้านเกิดของตน และจากปี 2012 ประชาชนมากกว่า 20,000 คนหลุดพ้นจากความยากจน

“สิ่งที่สำคัญมากยิ่งกว่าผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจคือ พวกเขาได้อยู่ใกล้ๆกับครอบครัว ขณะนี้เด็กและคนแก่ที่ถูกทิ้งให้อยู่ลำพังในบ้านชนบทมีจำนวนลดลง” หม่า เหว่ยตง เลขาธิการพรรคฯประจำอำเภอกล่าว

ทั้งนี้ มีเด็กๆมากกว่า 9 ล้านคนในประเทศจีน ที่ถูกทิ้งให้อยู่ในเขตชนบท และจำนวนคนแก่ไม่ได้อยู่กับลูกหลาน ขยายตัวอย่างรวดเร็ว

ที่มา : mgronline